Facebook ไทยประกันชีวิต ดูแลชีวิตคนไทย Twitter ไทยประกันชีวิต ดูแลชีวิตคนไทย YouTube ไทยประกันชีวิต ดูแลชีวิตคนไทย instagram ไทยประกันชีวิต ดูแลชีวิตคนไทย Line ไทยประกันชีวิต ดูแลชีวิตคนไทย Thailife Card
แบบประกันที่น่าสนใจ

ไข้รูมาติก

ทั่วไป

   ไข้รูมาติก (Rheumatic fever) เป็นโรคที่เนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย ได้แก่ หัวใจ ข้อต่อ ผิวหนัง และสมอง เกิดการ อักเสบจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคที่มีต่อร่างกาย โดยไข้รูมาติกจะเกิดตามหลังการติดเชื้อแบคทีเรีย สเตร็ปโตค็อกคัส กลุ่ม เอ (Group A beta-hemolytic streptococcus) ที่ทำให้เป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบ หรือ เป็นโรคไข้ดำแดง (Scar let fever) ผู้ที่เป็นโรคไข้รูมาติกแล้วครั้งหนึ่ง มีโอกาสเป็นซ้ำๆได้อีก ความสำคัญ คือ หาก หัวใจเกิดการอักเสบรุนแรง อาจทำให้เสียชีวิตได้ หรือหากหัวใจเกิดการอักเสบซ้ำๆ จะทำให้กลาย เป็นโรคลิ้นหัวใจ พิการได้ ซึ่งเรียกว่า โรคหัวใจรูมาติก ( Rheumatic heart disease) ในสมัยก่อน โรคไข้รูมาติกเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กวัยเรียนเป็นอันดับต้นๆ และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคลิ้น หัวใจพิการในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งหลังจากที่มีการค้นพบยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และได้นำมาใช้ในปี พ.ศ. 2483 นั้น จำนวนผู้ป่วยโรคไข้รูมาติกก็ลดลงไปมาก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ยังคงพบมากอยู่ในประเทศ กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา ทั่วโลกพบผู้ป่วยโรคไข้รูมาติกปีละประมาณ 470,000 คน หรือพบประมาณ 19 คนใน 100,000 คน และมีผู้เสียชีวิตจากการเป็นโรคนี้ปีละประมาณ 233,000 คน โรคไข้รูมาติกส่วนใหญ่จะเกิดในวัยเด็กและในวัยรุ่นช่วงอายุ 5-17 ปี ผู้ชายและผู้หญิงพบได้เท่าๆ กัน

อะไรเป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงของโรคไข้รูมาติก?

   การติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Group A beta-hemolytic streptococcus (GABHS) หรือก็คือเชื้อที่ชื่อว่า Streptococcus pyogenesจะทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคได้หลายอย่าง ตั้งแต่ไม่มีอาการใดๆ หรือป่วยเป็นโรคไม่รุนแรง เช่น โรคต่อมทอนซิลอักเสบ โรคไข้ดำแดง (Scarlet fe ver) และโรคติดเชื้อที่ผิวหนัง (Impetigo) จนกระทั่งเป็น โรครุนแรง เช่น เป็นโรคที่มีผิวหนังและเนื้อเยื่ออักเสบเน่าตาย (Necrotizing fasciitis) หรือเชื้อโรคลุกลาม เข้ากระแสเลือด(โลหิต) จนเกิดภาวะช็อก เรียกว่า Streptococcal toxic shock syndrome แต่เฉพาะผู้ป่วยที่เป็น โรคต่อมทอนซิลอักเสบ และโรคไข้ดำแดงเท่านั้นที่จะมีโอกาสเกิดโรคไข้รูมาติกตามมาในภายหลัง

เชื้อโรคไข้รูมาติกมีวิธีก่อโรคอย่างไร?

   หลังจากที่ติดเชื้อแบคทีเรียและเกิดโรคต่อมทอนซิลอักเสบ หรือไข้ดำแดงแล้ว ร่างกายจะสร้างสารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี/ Antibody) ขึ้นมาเพื่อทำลายเชื้อโรค โดยแอนติบอดี้จะไปเกาะกับผนังเซลล์ (Cell wall) ของเซลล์แบคทีเรีย และส่งสัญญาณไปให้เม็ดเลือดขาวเข้ามาทำลายแบคทีเรีย แต่เนื่องจากผนังเซลล์ของแบคทีเรีย Group A beta-hemolytic strepto coccus (GABHS) จะมีองค์ประกอบที่เรียกว่า M protein ซึ่งโปรตีนชนิดนี้มีความคล้ายคลึงกับโปรตีนที่เป็น องค์ประกอบของเซลล์ในหัวใจ ข้อต่อ ผิวหนัง เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง และของสมอง จึงทำให้แอนติบอดี้ที่สร้างขึ้น ไปเกาะกับ เซลล์เหล่านี้ด้วยเช่นกัน และส่งสัญญาณเรียกเม็ดเลือดขาวเข้ามา ทำให้อวัยวะเหล่านี้เกิดการอักเสบ และมีอาการต่างๆ ตามมานั่นเอง

พยาธิสภาพของโรคคาวาซากิเป็นอย่างไร?

   พยาธิสภาพของโรคคาวาซากิ จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดแดงขนาดกลาง โดยเฉพาะหลอด หัวใจ ซึ่งจะมีผลต่อเนื้อเยื่อในชั้นต่างๆ ของผนังหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดการสูญเสียโครงสร้างที่แข็งแรงของหลอดเลือด แดงทำให้ผนังของหลอดเลือดแดงโป่งพอง ขณะเดียวกันทำให้เกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดจากก้อนลิ่มเลือดที่แข็งตัว ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ เมื่อเวลาผ่านไป จะทำให้หลอดเลือดแดงนั้นอุดตันในที่สุด

โรคไข้รูมาติกมีอาการอย่างไร?

  เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียชนิด GABHS และเกิดโรคต่อมทอนซิลอักเสบจะมีอาการคือ มีไข้ เจ็บคอ มีจุดหนองที่ต่อม ทอนซิล มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอโต หรือกดเจ็บ ส่วนผู้ที่ติดเชื้อและเป็นโรคไข้ดำแดงจะมีอาการไข้และเจ็บคอ เหมือนกัน แต่จะมีผื่นขึ้นตามผิวหนังร่วมด้วย โดยจะเห็นผื่นหลังจากที่มีไข้ได้ ประมาณ 12-48 ชั่วโมง ลักษณะ ของผื่นคือเป็นจุดนูนขนาดเล็กๆ เมื่อลูบไปตามผิวจะรู้สึกหยาบสากๆ พบได้ตามลำตัว แขน ขา ข้อพับต่างๆ และหลัง ใบหู แต่จะไม่พบตามใบหน้า มือ และเท้า นอกจากนี้ลิ้นจะแดงขึ้นกว่าปกติ และมีจุดแดงๆดูคล้ายผลสตรอเบอร์รี่ เรียกว่า Strawberry tongue อาการจะเป็นอยู่นานประมาณ 6-8 วันประมาณ 3% ของผู้ที่เป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบ หรือไข้ดำแดง และไม่ได้รับยาปฏิชีวนะรักษา เมื่อผ่านไป 1-5 สัปดาห์ หรือโดยเฉลี่ย 20 วัน ก็จะเกิดเป็นไข้รูมาติก ผู้ที่ติดเชื้อแบคทีเรีย GABHS แล้วครั้งหนึ่ง มีโอกาสที่จะติดเชื้อซ้ำได้อีก เรื่อยๆอาการของไข้รูมาติกนั้นมีได้หลายอย่าง Dr. T.Duckett Jones แพทย์ชาวสหรัฐอเมริกา เป็นคนแรกที่ได้คิด วินิจฉัยโรคไข้รูมาติกขึ้นมา เรียกว่า Jones criteria ซึ่งต่อมาได้ถูกปรับปรุงโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอีกหลายครั้ง กลาย เป็นเกณฑ์ในการModified Jones criteria โดยผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้รูมาติกเมื่อมีอาการตั้งแต่ 2 ข้อ หลักขึ้นไป (ซึ่งเรียกว่า Major crite ria) ดังต่อไปนี้

  1. อาการของหัวใจอักเสบ (Carditis) พบได้ประมาณ 40-60% ของผู้ป้วยที่เป็นไข้รูมาติก โดยการอักเสบเกิดกับเนื้อเยื่อทุกชั้นของหัวใจ ตั้งแต่เยื่อหุ้มหัวใจ กล้ามเนื้อหัว ใจ และเยื่อบุช่องต่างๆของหัวใจ รวมทั้งลิ้นหัวใจด้วยผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีอาการแตกต่างกันไป ขึ้นกับความรุนแรงของการอักเสบ ได้แก่ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ฟังเสียงหัวใจได้ยินเสียงดังผิดปกติ เรียกว่าเสียง Murmur ซึ่งเกิดจากลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท (Valve regurgitation) หรือมีเสียงที่เกิดจากเยื่อหุ้มหัวใจที่อักเสบถูกันไปมา เรียกเสียงนี้ว่า Pericardial friction rub ผู้ป่วยอาจมีหัวใจโต มีอาการของหัวใจวาย คือ เหนื่อยง่าย ขาบวม นอนราบไม่ได้
  2. อาการของข้ออักเสบ (Migratory polyarthritis) พบได้ประมาณ 75% ของผู้ป้วยที่เป็นไข้รูมาติก การอักเสบจะ เกิดขึ้นกับข้อหลายๆข้อ แต่จะไม่ได้เป็นพร้อมกันทุกข้อ โดยอาจจะเกิดขึ้นเพียงข้อเดียว หรือ 2-3 ข้อ และจะเป็น อยู่เพียง 2-6 วัน แล้วอาการก็จะหาย ไป หลังจากนั้นจะไปเกิดกับข้ออื่นๆ อีกต่อไป ข้อที่อักเสบมักจะเป็นกับข้อ ใหญ่ๆ เช่น ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ ข้อศอก โดยแทบจะไม่พบในข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า หรือข้อสะโพก อาการคือ ข้อ จะบวม แดง ร้อน และปวด
  3. อาการทางสมอง (Sydenham’s chorea หรือ St Vitus dance) พบได้น้อยกว่า 10% ของผู้ป่วยที่เป็นไข้รูมาติก อาการทางสมองนี้จะปรากฏช้ากว่าอาการอื่นๆ โดยจะเกิดตามหลังจากที่มีการติดเชื้อนานประมาณ 1-6 เดือน ผู้ ป่วยจะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ โดยใบหน้า มือ แขน หรือเท้า จะเกิดการเคลื่อนไหวอย่าง รวดเร็วคล้ายกระตุก ไร้ทิศ ทาง และจะไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวนี้ได้ แต่เมื่อนอนหลับอาการจะดีขึ้น
  4. อาการของปุ่มเนื้อในชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (Subcutaneous nodule) พบได้ประมาณ 10% ของผู้ป่วยที่เป็นไข้รู มาติก ผู้ป่วยจะมีปุ่มนูนแข็งที่ไม่เจ็บอยู่ในชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิว หนัง ขนาดตั้งแต่ 0.2 ถึง 2 เซนติเมตร และมีจำนวนได้ ตั้งแต่ 1 ปุ่มจนถึงหลายสิบปุ่ม โดยจะพบตามข้อศอก ข้อมือ และข้อเข่า ปุ่มเนื้อนี้ประกอบไปด้วยเส้นใยคอลลา เจน (Collagen) เป็นหลัก ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยที่เป็นไข้รูมาติกในครั้งหลังๆ และมักพบร่วมกับผู้ป่วยที่มีอาการ หัว ใจอักเสบ
  5. อาการผื่นบนผิวหนัง (Erythema marginatum) พบได้ประมาณ 5% ของผู้ ป่วยที่เป็นไข้รูมาติก ผู้ป่วยจะมีผื่น แบนราบสีแดง รูปวงแหวนขนาด 1-3 เซนติเมตร และไม่มีอาการคัน โดยจะพบตามลำตัว และแขน ขา แต่จะไม่ พบที่ใบหน้า ผื่นนี้จะเห็นได้ชัดหากผิว หนังมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น เช่น การอาบน้ำร้อน หรือ การตากแดด

  ทั้งนี้ หากผู้ป่วยมีอาการหลักเพียง 1 ข้อ จะต้องมีอาการ ดังต่อไปนี้เพิ่มอีกตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป (เรียกว่า Minor criteria) จึงจะช่วยวินิจฉัยโรคได้ คือ

  1. มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
  2. ปวดตามข้อ โดยข้อที่ปวดจะต้องไม่มีอาการบวมแดงร่วมด้วย เพราะหากมีอาการบวมแดง จะถือเป็นอาการแสดง หลักดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น
  3. ตรวจเลือดพบค่าการตกตะกอนของเลือด (ESR) ขึ้นสูง หรือมีค่าโปรตีนที่เกี่ยว ข้องกับการอักเสบ (C-reactive protein) ขึ้นสูง
  4. ตรวจเลือด ซีบีซี (CBC) ดูเม็ดเลือดขาว พบเม็ดเลือดขาวขึ้นสูงผิดปกติ
  5. ตรวจคลื่นหัวใจพบความผิดปกติ เช่น พบ First degree AV block
  6. เคยได้รับการวินิฉัยว่าเป็นไข้รูมาติกมาก่อน

  อนึ่ง ผู้ที่มีอาการมากกว่า 2 ข้อของ Major criteria หรือ มี 1 ข้อของ Major criteria ร่วมกับ Minor criteria ตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไปแล้ว จะต้องมีหลักฐานว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย Group A beta-hemolytic streptococcus ด้วย ซึ่งต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้ แก่ การป้ายสารคัดหลั่งภายในลำคอและนำไปเพาะเชื้อ หรือการตรวจเลือด พบแอนติบอดี้ต่อเชื้อ

แพทย์วินิจฉัยโรคไข้รูมาติกอย่างไร?

  การวินิจฉัยโรคไข้รูมาติกอาศัยอาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังที่กล่าวข้างต้น แต่สิ่ง ที่สำคัญกว่าคือ การไม่พลาดในการวินิจฉัยโรคต่อมทอนซิลอักเสบ และโรคไข้ดำแดง เนื่องจากหากให้ยาปฏิชีวนะรักษา ตั้งแต่ต้น ผู้ป่วยก็จะไม่เป็นโรคไข้รูมาติก โรคต่อมทอนซิลอักเสบมีสาเหตุจากการติดเชื้อได้หลายอย่าง ทั้งจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรียชนิดต่างๆ รวมทั้ง แบคทีเรีย Group A beta-hemolytic streptococcus (GABHS) แต่เฉพาะที่เกิดจาก GABHS เท่านั้นที่ทำ ให้เกิดโรคไข้รูมาติก ดังนั้นการวินิจฉัยว่า โรคต่อมทอน ซิลอักเสบเกิดจากเชื้อชนิดนี้ จะอาศัยเกณฑ์ที่เรียกว่า Centor criteria มาช่วยในการวินิจฉัย คือ

  1. มีจุดหนองที่ต่อมทอนซิล
  2. กดเจ็บต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอด้านหน้า
  3. มีไข้ และ
  4. ไม่มีอาการไอ

  โดยถ้าผู้ป่วยมีอาการอย่างน้อย 3 ข้อใน 4 ข้อจากที่กล่าวมา โอกาสที่จะมีสาเหตุมาจากเชื้อ GABHS คือประมาณ 40-60%ซึ่งการให้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยเหล่านี้ก็จะช่วยป้องกันโรคไข้รูมา ติกได้ แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำว่า เกณฑ์ดังกล่าวนี้อาจไม่มีความไวเพียงพอในการวินิจ ฉัย และทำให้ผู้ป่วยบางคนไม่ได้รับยาปฏิชีวนะรักษาและอาจ กลายเป็นไข้รูมาติกตามมาได้ หรือในทางกลับกันผู้ป่วยบางคนอาจได้รับยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น จึงแนะนำว่าการ จะวินิจฉัย โรคต่อมทอนซิลอักเสบที่เกิดจาก GABHS ต้องอาศัยการเพาะเชื้อจากลำคอ หรือการใช้ชุดทด สอบตรวจ หาเชื้อชนิดนี้ (Rapidantigen test) ส่วนการวินิจฉัยโรคไข้ดำแดง อาศัยอาการที่ประกอบด้วย ไข้ เจ็บคอ ตามด้วยผื่นที่เป็นลักษณะเฉพาะดังกล่าว ก็เพียง พอที่จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะรักษา

โรคไข้รูมาติกมีผลข้างเคียงและความรุนแรงของโรคอย่างไร?

  โรคไข้รูมาติกมีผลข้างเคียงและความรุนแรงโรค ดังนี้

  1. ประมาณ 90% ของผู้ป่วยที่เป็นไข้รูมาติก อาการต่างๆ จะหายไปภายใน 12 สัปดาห์ ผู้ป่วยประมาณประมาณ 5% จะมีอาการยาวนานมากกว่า 6 เดือน
  2. ผู้ป่วยที่เคยเป็นไข้รูมาติกมาแล้ว และไม่ได้ยาปฏิชีวนะสำหรับป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ต่อไปเมื่อติดเชื้อเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบ หรือไข้ดำแดงอีกครั้ง และก็ยังไม่ได้ยารักษาอีก จะมีโอกาสเกิดไข้รูมาติกซ้ำได้มากถึง 50%
  3. ผู้ป่วยโรคไข้รูมาติกที่มีอาการของหัวใจอักเสบ เมื่อป่วยเป็นโรคไข้รูมาติกซ้ำอีกครั้ง มักเกิดหัวใจอักเสบซ้ำอีก ซึ่งการอักเสบซ้ำๆนี่เอง ที่ทำให้เกิดลิ้นหัวใจพิการ เรียกว่าโรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic heart disease) และมีโอกาสเสียชีวิตได้ ลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้าย (มีชื่อว่า Mitral valve) เป็นลิ้นหัวใจที่พบความพิการได้ บ่อยที่สุด ลิ้นหัวใจที่พิการนี้เกิดจากการอักเสบซึ่งเมื่อหายแล้วทำให้เกิดเป็นพังผืด มีหินปูนมาเกาะ และทำให้ลิ้น หัวใจเสียรูปทรงเดิม ไม่สามารถเคลื่อนไหวปิดได้สนิทเหมือนปกติ ดังนั้นระหว่างหัวใจบีบตัว เมื่อลิ้นปิดไม่สนิท จึงทำให้เลือดเกิดการรั่ว ไหลระหว่างห้องหัวใจทั้ง 2 ห้อง เมื่อผ่านไปหลายๆปี ห้องหัวใจของผู้ป่วยก็จะค่อยๆโตขึ้น และมีหัวใจวายตามมาในที่สุด ซึ่งหากไม่ได้รับการผ่าตัดรักษาลิ้นหัวใจ ก็จะเสียชีวิตได้ในที่สุด นอกจากนี้ ลิ้นหัวใจที่พิการนี้ มีโอกาสที่แบคทีเรียต่างๆ ที่อยู่ในกระแสเลือดจะมาเกาะ และแบ่งตัวเจริญเติบโตได้ มากกว่าลิ้นหัวใจที่ปกติ ทำให้เกิดลิ้นหัวใจอักเสบติดเชื้อ (Infective endocarditis) จากแบคทีเรียเหล่านั้น และทำให้ มีโอกาสเสียชีวิตได้เช่นกัน
  4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไข้รูมาติกครั้งแรก และไม่มีอาการของหัวใจอักเสบ เมื่อเกิดการติดเชื้อซ้ำ และเป็นไข้รูมาติกอีกครั้ง จะมีโอกาสน้อยที่จะเกิดอาการหัวใจอักเสบ
รักษาโรคไข้รูมาติกอย่างไร?

  แบ่งการรักษาโรคไข้รูมาติกออกได้เป็น

  1. การรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบและโรคไข้ดำแดง ทำได้โดยการให้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งมีอยู่หลายตัวให้เลือกใช้ ที่รู้จัก กันดีคือ ยากลุ่มเพนนิซิลิน ได้แก่ Amoxicillin การให้ยาอาจให้ในรูปแบบกิน ซึ่งจะต้องกินยานานประมาณ 10-14 วัน เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดไป หรืออาจให้ยาในรูปแบบฉีดก็ได้ การรักษาอื่นๆ นอกจากนี้ เป็นการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ยาลดอักเสบกลุ่ม NSAID หรือกลุ่มสเตียรอยด์
  2. การรักษาอาการไข้รูมาติก แบ่งออกได้เป็น
    • การให้ยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียให้หมดไป ยาที่ใช้จะเหมือนกับที่ใช้รักษาโรคต่อมทอนซิล อักเสบ โดยจะต้องกินยานาน 10-14 วันเช่นกัน
    • การรักษาตามอาการของไข้รูมาติกที่ปรากฏ ได้แก่ การให้ยาลดไข้ แก้ปวดข้อ การให้ยาลดอักเสบกลุ่มNSAID หรือ กลุ่มสเตียรอยด์ หากผู้ป่วยมีอาการหัวใจอักเสบรุนแรงจนเกิดหัวใจวาย ก็ต้องให้ยาที่ไปช่วยกระตุ้นการบีบตัวของ หัวใจ ให้ออกซิเจน ให้ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น หากผู้ป่วยมีอาการ Sydenham’s chorea อาจให้ยากันชัก (Phenobarbital) หรือ ยารัก ษาทางจิตเวช (Haloperidol) ช่วยควบคุมอาการ
    • การป้องกันการเกิดไข้รูมาติกซ้ำ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นไข้รูมาติกแล้ว จะต้องได้รับยาปฏิชีวนะสำหรับ ป้องกันการติดเชื้อ GABHS ต่อไปตลอดชีวิต เรียกว่าเป็น Secon dary prevention โดยให้ใช้ยาฉีดชื่อ Benzathine penicillin G ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 4 สัปดาห์ หรืออาจใช้ยากินชื่อ Penicillin V หรือ Sulfadiazine หรือ Erythromycin กินทุกวัน เนื่องจากโอกาสที่จะติดเชื้อซ้ำอีกครั้งจะพบได้บ่อยในช่วง 5 ปีแรกหลังจากที่ป่วยเป็นไข้รูมาติกครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญ บางคนจึงแนะนำว่าอาจให้ยาปฏิชีวนะสำหรับป้องกันเพียง 5 ปี หลังจากนั้นค่อยพิจารณาว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อ การติดเชื้อแบคทีเรียและเกิดเป็นไข้รูมาติกซ้ำมากน้อยเพียงใด เช่น หากยังอยู่ในวัยเรียน เป็นคุณครูสอนนักเรียน ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล เป็นทหาร หรือเป็นไข้รูมาติกที่มีหัวใจอักเสบ ก็ต้องให้ยาป้องกันต่อไป เป็นต้น
  3. การรักษาผลที่ตามมา ( ผลข้างเคียง) จากการเป็นไข้รูมาติก ที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ลิ้นหัวใจพิการ การรักษาหลักคือ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ
ป้องกันโรคไข้รูมาติกอย่างไร?

  ป้องกันโรคไข้รูมาติกได้โดย

  • การป้องกันการเกิดไข้รูมาติกที่ดีที่สุดคือ คือต้องป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ Group A beta-hemolytic streptococcus ซึ่ง ได้แก่ การหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่แออัด การรู้จักใช้ผ้าปิดปากและจมูก/หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆด้วย สบู่ โดยเฉพาะก่อนปรุงอาหาร และก่อนรับประทานอาหาร เป็นต้น
  • แต่หากติดเชื้อแบคทีเรียและเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบ หรือโรคไข้ดำแดงขึ้นมาแล้ว ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการเกิดไข้รูมาติก
  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคไข้รูมาติกแล้ว ต้องป้องกันการติดเชื้อ Group A beta-hemolytic streptococcus ซ้ำ โดยการใช้ยา ปฏิชีวนะไปตลอดชีวิตหรืออย่างน้อย 5 ปี ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์
ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

  เมื่อมีอาการไข้ เจ็บคอ โดยที่ไม่ค่อยมีอาการไอ ไม่มีน้ำมูก ควรรีบพบแพทย์เพื่อพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะรักษา โดย เฉพาะวัยเด็กและวัยรุ่น เนื่องจากผู้ที่อยู่ในวัยนี้มีโอกาสติดเชื้อ Group A beta-hemolytic streptococcus ได้ มากกว่าวัยผู้ใหญ่

บรรณานุกรม
  1. Edward L. Kaplan, Rheumatic fever, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  2. http://www.uptodate.com/contents/epidemiology-and-pathogenesis-of-acute-rheumatic -fever[2012, Jan 8].
  3. http://en.wikipedia.org/wiki/Rheumatic_fever [2012, Jan 8].

  Credit: haamor.com/th/ไข้รูมาติก/


แบบประกันที่น่าสนใจ

สิทธิประโยชน์ลูกค้า

ลูกค้าบุคคล
องค์กร